Thursday, December 10, 2009

สิ่งธรรมดาที่แสนพิเศษ

Thursday, December 10, 2009

0comments
เรื่อง: วนิษา เรซ
ที่มา: Post Today

บาง ครั้งในชีวิตประจำวัน เรารู้สึกว่ามีหน้าที่หลายอย่างที่เรา "ต้อง" ทำ ทั้งๆ ที่ขี้เกียจแสน ขี้เกียจ หรือเหนื่อยแสนเหนื่อยแล้วจากการทำงาน เช่น การล้างจาน การท่องหนังสือ การจดจ่ออยู่หน้าคอมพิวเตอร์ แถมพ่อแม่หลายท่านในปัจจุบันนอกจากทำงานเหนื่อยแล้วยังต้องมานั่งรับส่งลูกเรียนพิเศษเสาร์ – อาทิตย์อีก เวลานั่งรอบางครั้งก็เหนื่อยจนลืมชื่นใจความเก่งความน่ารักของลูก

สิ่งหล่านี้ดูธรรมดาและดูเหมือนเป็น "หน้าที่" ที่เราต้องกระทำ ทั้งๆ ที่บางครั้งทำให้เราหงุดหงิดพอควรเลย

ตัวหนูดีเป็นคนเกลียดการล้างจานมาก เพราะไม่ชอบความเหนอะของคราบอาหารและความสากมือหลังจากล้างจานเสร็จ ถึงขนาดมีกฎประจำใจเลยว่า ผู้ชายคนไหนจะมาขอหนูดีแต่งงาน หนูดีจะให้ล้างจานให้ดูก่อน แถมอาจมีการเซ็นสัญญากันว่า หนูดียินดีทำอาหารทุกชนิดแต่ฝ่ายชายต้องรับอาสาเป็นผู้ล้างจาน จนกระทั่งวันหนึ่งหนูดีได้ไปปฏิบัติธรรมในวิถีเซน การไปอยู่วัดครั้งนั้น ทุกคนต้องล้างจานเอง พระสอนว่า เวลาล้างจานเราต้องการอะไรจากการล้างจาน คำตอบของพวกหนูดี คือ เราต้องการให้จานสะอาด (แหม ถามอะไรตอบง่ายอย่างนี้ ก็มันชัดเจนอยู่แล้วใช่ไหมคะ)

แต่ท่านบอกว่า ตอบผิดค่ะ

อ้าว ถ้าไม่อยากให้จานสะอาดแล้วจะล้างไปทำไมคะ หนูดีงงมาก ท่านตอบว่า จากนี้ไป ขอให้ล้างจานเพื่อล้างจานได้ไหม

ทำไมต้อง "ล้างจานเพื่อล้างจาน" กว่าหนูดีจะเข้าใจและทำได้ เวลาก็ผ่านไปนานแสนนาน และทุกวันนี้หนูดีก็ยังฝึกเป็นประจำ เคล็ดอยู่ตรงนี้เองค่ะ หากเราล้างจานเพื่อต้องการให้จานสะอาด ก็เหมือนกับเราโยนทิ้งปัจจุบัน แล้วรอให้ความสุขเกิดขึ้นในอนาคต แต่ปัจจุบันคือความทุกข์ที่ต้องอยู่กับจานสกปรก เราจะมีความสุขก็ต่อเมื่อจานสะอาดแล้วเท่านั้น สรุปว่าใช้ชีวิตแค่กับเป้าหมาย รอให้เป้าหมายเป็นผลแล้วค่อยยอมปล่อยใจให้เป็นสุข แต่หากเราเปลี่ยนมาเป็นทำใจให้สุขในขณะล้างจานจิตจดจ่ออยู่กับน้ำ ฟองน้ำและจาน เป็นสุขอยู่ตรงนั้นซึ่ง หลังจากครั้งแรก พระท่านก็สอนที่สูงขึ้นไปอีกว่า จินตนาการดูสิว่า จานเป็นพระพุทธรูปและเรากำลังชำระล้างท่านให้สะอาดอยู่ น่ารักมากเลยค่ะ ไม่เห็นต้องรอวันสงกรานต์แล้วค่อยสรงน้ำพระ ถ้าคิดอย่างนี้ได้ ความสุขเล็กๆ ก็เกิดขึ้นได้ตลอดวัน

ในการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายและมีความสุข หนูดีคิดว่า เราต้องแยกให้ออกระหว่างวิถีและเป้าหมายก่อน คนส่วนใหญ่มักเอาความสุขไปผูกไว้กับ "เป้าหมาย" แต่หลงลืมว่า เวลาเกือบทั้งหมดในชีวิตอยู่ที่ "วิถี" ในการไปถึงเป้าหมายนั้น เหมือนเมื่อก่อนหนูดีตั้งเป้าไว้ว่า จะเรียนให้ได้คะแนนดีๆ ให้ได้เกียรตินิยม และระหว่างภาคเรียนจะต้องทนทุกข์ทรมานขนาดไหนหนูดีไม่มีหวั่น เพราะเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนมาก พอสอบเสร็จโล่งอกสบายใจ ได้เกรดดีๆ ก็ดีใจอยู่แผล็บเดียว เดี๋ยวก็เปิดเทอมอีกแล้ว จะเป็นจะตายต่อไปอีกเทอม พอมาดูจริงๆ แล้วเรียนปริญญาตรี เราจะได้เห็นเกรดตัวเองหลักๆ ก็ 8 ครั้ง โอ้โห เวลา 4 ปี จะยอมให้ตัวเองมีความสุขใหญ่ๆ แค่ 8 ครั้ง ก็ดูเป็นชีวิตที่เศร้าสร้อยไปหน่อยนะคะ

ดังนั้น การกลับมาปรับ "วิถี" ให้เรามีสุขขึ้นในระหว่างทาง กลับทำให้ดัชนีความสุขมวลรวมของชีวิตเราพุ่งสูงขึ้นอีกมาก เมื่อหารเฉลี่ยแล้วทั้งชีวิตเราน่าจะมีความสุขขึ้นอีกมากนะคะ เดี๋ยวนี้หนูดีเลยมีกฎในการใช้ชีวิตว่า "วิถีคือเป้าหมาย" พูดง่ายๆ ว่า การทำใจให้สุขเป็นประจำวันมีสุขในวิถีนั่นแหละคือเป้าหมายของหนูดี ส่วนเป้าหมายใหญ่ๆ ภายนอกก็ยังมีอยู่ค่ะ ไม่ได้ทิ้งหายไปไหน หนูดียังคงวางแผนชีวิตและมีเป้าหมายที่ชัดเจนอยู่เช่นเดิม อาจจะดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะเป้าหมายเหล่านั้นไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะตัวหนูดีคนเดียวอีกต่อไปแล้ว แต่ยังรวมคนอื่นๆ ในสังคมเข้ามาอีกด้วย และหนูดีไม่รอให้ "เป้าหมายสำเร็จ" แล้วค่อยเป็นสุข ไม่มีกฎอะไรกำหนดนี่คะว่าต้องรอ ก็เลยขอเป็นสุขเรื่อยๆ ดีกว่า

ท่าน ติช นัท ฮันท์ พูดเรื่องนี้ไว้ดีมาก หนูดีเอามาเขียนเตือนใจตัวเองในหน้าหนังสือ "ขอบคุณสรรพสิ่ง" ที่เขียนก่อนนอนเลยค่ะว่า "ปาฏิหาริย์ไม่ใช่การเดินบนน้ำ หรือบินอยู่บนอากาศ แต่ "ปาฏิหาริย์คือการเดินอยู่บนผืนดินและมีความสุขในทุกย่างก้าว" หนูดีเห็นด้วยอย่างมาก เพราะชีวิตเราเต็มไปด้วยเรื่อง "ธรรมดา" เช่น ตื่นมาอาบน้ำ แปรงฟัน ขับรถไปทำงาน กินอาหารเที่ยงกับเพื่อนในที่เดิมๆ ตอนเย็นกลับมา ก็เห็นหน้าภรรยาหรือสามีคนเดิมๆ ใส่ชุดธรรมดาๆ หน้าตาเราหรือก็ธรรมดาๆ ใช่ค่ะ เราส่วนใหญ่แล้วก็เป็นคนธรรมดาๆ มีชีวิตธรรมดาๆ กันทั้งนั้น

แต่ถ้าความ "ธรรมดา" นี้หมดไปล่ะคะ เช่น อยู่ดีๆ ลูกเราเกิดเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือสามีเราถูกรถชนตาย หรือเราถูกไล่ออกจากงานที่เราเบื่อแสนเบื่อ เรื่องก็จะ "ไม่ธรรมดา" ไปในทันทีและในเวลานั้นเอง เราจะหวนมาคิดเสียดายความ "ธรรมดา" จนใจแทบจะขาด

หนูดีไม่ได้พูดเองเออเองนะคะ แต่เพราะหนูดีอยู่ในอาชีพที่ได้เห็นความพลัดพรากสูญเสียในครอบครัวมาเยอะมากจนเกิดเป็นกฎประจำใจเลยว่า ให้เรารีบชื่นชมกับความ "ธรรมดา" ที่เรามีและใช้ชีวิตประหนึ่งว่า สิ่งนั้นคือ สิ่งมหัศจรรย์ของจักรวาลเพราะสิ่งธรรมดาๆ แท้จริงแล้วคือสิ่งที่พิเศษที่สุดแล้วค่ะ

วันนี้ หนูดีขอชวนให้ลองมองหาสิ่งธรรมดาๆ สักสองสามสิ่งที่เรามองข้ามไปแล้วลองคิดขอบคุณเขาไหมคะ เช่น วันนี้เราไม่ปวดฟันเลย ขอบคุณฟันที่อยู่อย่างปกติหรือวันนี้ลูกของเรายังคงมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้า เรามีความสุขจัง หรือแม้แต่ วันนี้รถของเรายังไม่ถูกชนโชคดีจังเลย

เรื่องสุดท้ายนี่หนูดีคิดเป็นประจำเลยค่ะ เพราะในโลกนี้ หนูดีเป็นหนึ่งในคนที่รถชอบโดนชนประจำขนาดขับช้าเหมือนเต่าคลานดังนั้น หากวันไหนรถหนูดีอยู่ในสภาพสมบูรณ์แค่ได้มองเห็น ก็เป็นสุขแล้วค่ะ สุขสันต์วันธรรมดาๆ อีกวันหนึ่งนะคะ ขอให้ทุกท่านทำงานอย่างเป็นสุขค่ะ

เดินจังหวะลูก

0comments
รายงานโดย: ธนา เธียรอัจฉริยะ
รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น: วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ผมมีลูกสาวตัวเล็กๆ น่ารักสองคน คนโตชื่อ โมเนต์ อายุห้าขวบกว่าๆ คนเล็กชื่อเมนิ อายุสี่ขวบ กำลังอยู่ในวัยอ้อนพ่ออ้อนแม่ ไม่รู้ว่าใครติดใครกันแน่ รู้แต่ว่าผมต้องพยายามกลับบ้านให้ทัน ก่อนสองสาวนอนหลับเกือบทุกวัน เสาร์อาทิตย์ก็ตัวติดกันตลอด คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็มักจะนึกถึงแต่ว่าจะสอนลูกให้เป็นคนยังไง ให้มีน้ำใจ ไหว้สวย ไม่งอแง นึกอะไรออกก็พยายามสอนก็ไม่ค่อยได้นึกว่าจะเรียนรู้อะไรจากลูกได้ เพราะลูกยังเด็กยังเล็กอยู่ แต่ด้วยความที่อยู่ด้วยกันตลอด มีบ่อยครั้งที่ลูกผมพูดหรือแสดงท่าทีอะไรที่ทำให้ผมต้องหยุดคิดและทบทวนตัวเองเป็นประจำ

เมื่อไม่นานมานี้ ผมพาเด็กๆกับภรรยาไปเที่ยวอเมริกา ไปอยู่หลายเมือง สองอาทิตย์ที่ไปเที่ยว เป็นสองอาทิตย์ที่ดีที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิตผม ได้มีโอกาสตะลอนๆ ไปทั้งครอบครัว ได้ผจญภัยเล็กๆ ตามที่ต่างๆ มีอุปสรรคบ้างนิดหน่อยพอเป็นน้ำจิ้มได้เห็นตัวเล็กทั้งสองสนุกสนานกับของเล่นบ้างทิวทัศน์รอบทางบ้าง เป็นความสุขเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ของคนเป็นพ่อเป็นแม่ ระหว่างทางในหลายๆ ครั้ง ผมกับภรรยาก็จะเดินดูโน่นดูนี่เป็นปกติในจังหวะก้าวย่างของเรา ก็จะได้ยินเสียงเมนิ ลูกสาวคนเล็กบ่นปวดขา เดินไม่ทัน เหนื่อย เวลาไปเดินในที่ที่คนเยอะ ก็มีเผลอไปจับมือคนอื่น คิดว่าเป็นพ่อแม่บ้าง เราก็ได้แต่ขำๆ ในตอนแรก แต่พอใช้ชีวิตด้วยกันตลอดเวลา มีจังหวะหนึ่งที่ลูกผมบ่นว่าเดินไม่ทันซึ่งปกติผมก็คงไม่ได้สนใจอะไร แต่จังหวะนั้นผมบอกลูกว่า เดี๋ยวจะลองเดินก้าวช้าๆ เท่าลูกดู ผมก็เลยลองเดินช้าๆ ช้ามาก เพราะลูกผมยังเล็กก้าวได้สั้นๆ และไม่ไกล ผมพยายามเดินในจังหวะของลูก

ช่วงแรกๆ ก็อึดอัดนิดหน่อย ต้องก้าวเท้าถี่ๆสั้นๆ แต่พอลองบ่อยๆ เข้า ผมก็เริ่มมองเห็นมุมของเขาว่า ทำไมเขาถึงเดินไม่ทัน ปวดขา หรือเหนื่อย เวลาเดินจังหวะผู้ใหญ่ พอเริ่มเห็นมุมแปลกๆ ของเด็ก ผมก็เลยลองพยายามย่อตัวลงให้เท่าลูก ในมุมที่เรามองเงยหน้าขึ้นไป ทำให้รู้สึกว่าผู้ใหญ่ในสายตาเขาเหมือนยักษ์ที่อยู่สูง มองไม่ค่อยถนัด ถึงเข้าใจว่าทำไมเขาถึงจับมือคนผิดอยู่เรื่อยเวลาคนเยอะๆ หลังจากนั้น ผมก็พยายามเดินช้าลงให้ได้จังหวะของเขา พยายามย่อตัวเวลาคุยกับลูก ลูกผมก็ดูจะสนุกขึ้น อารมณ์ดีขึ้นและชอบมากเวลาพ่อย่อตัวคุยด้วย ลูกผมสอนให้ผมรู้จักสนใจจังหวะของคนอื่น ลองใช้จังหวะของคนอื่นในการดำเนินชีวิตบ้าง ชีวิตของคนทำงานหลายๆ ครั้ง ก็พยายามบงการให้คนอื่นเดินจังหวะเรา ไม่ได้เอาใจเขามาใส่ใจเรา พอนึกถึงเรื่องนี้ทีไรก็จะพยายามลองสังเกตจังหวะคนอื่นดูทุกทีที่ดิสนีย์แลนด์ ช่วงเที่ยงๆ ผมกับโมเนต์ลูกสาวคนโตไปต่อคิวยาวเหยียดเพื่อซื้ออาหารกลางวัน รอตั้งสิบกว่านาที อยู่ดีๆ ก็มีแม่ลูกตัวอ้วนๆ คู่นึงทำเนียนมาแซงคิวเอาโค้งสุดท้ายข้างหน้าผม คงเห็นว่าเราหน้าเอเชียดูใจดี ก็เลยเบียดซะอย่างนั้น ผมก็เลือดขึ้นหน้า โมโหสุดๆ กำลังจะโวยวายด้วยความฉุน ก่อนจะโวย ก็บอกโมเนต์เพื่อให้ลูกเข้าใจว่าพ่อจะต้องโกรธเพราะอะไรโมเนต์สะกิดแขนผม แล้วทำหน้าชิลล์มากๆบอกผมว่า "พ่อขา เขาอาจจะรีบก็ได้นะพ่อนะ" ผมอึ้งไปพักใหญ่ ในหัวหายโกรธเป็นปลิดทิ้ง ดีใจที่ลูกมองโลกในแง่ดีแบบนี้ แถมรู้สึกตัวเองแย่มากๆ ที่ต้องให้ลูกสอนการมองโลก การให้อภัยระหว่างรอแถว ผมนึกถึงเพลงอื่นๆอีกมากมายของวงเฉลียงอยู่ในหัว เด็กหนีไม่ยอมเรียน โดดเรียนเพราะเหตุใด ใครตอบได้ไหม เด็กไปเพราะใจเบ่ง แม่ให้ไปขายของ ครูสอนไม่ดีเอง เด็กรักเป็นนักเลง อื่นๆ อีกมากมาย

เมื่อวานก่อน ผมพาเด็กหญิงสองคนไปทำฟัน คุณหมอตรวจเจอว่าโมเนต์ฟันผุ ต้องอุดฟันน้ำนม คุณหมอก็เลยทำการอุดให้ เราก็คอยบอกโมเนต์ว่าถ้าเจ็บให้ยกมือขึ้น เพราะอุดฟันเด็กห้าขวบ โดนเหงือก โดนปาก เด็กคงต้องเจ็บน่าดู ตลอดการอุดฟัน ผมก็ถามเป็นระยะว่าเจ็บรึเปล่า โมเนต์ไม่ยกมือว่าเจ็บเลยซักครั้ง ผมก็นึกว่าคงไม่เป็นไร อุดเสร็จเรียบร้อยก็กลับบ้านระหว่างทางกลับบ้าน ผมก็ถามลูกว่าอุดฟันเจ็บมั้ย โมเนต์บอกว่าเจ็บมากเพราะโดนเหงือก ผมก็ถามต่อด้วยความสงสัยว่าทำไมไม่ยกมือ หรือร้องล่ะ โมเนต์บอกสั้นๆ ยิ้มอายๆ "หนูอดทน อยากให้พ่อดีใจ"

หนูสอนพ่อเยอะเหลือเกิน...

*1644 แท๊กซี่อุ่นใจ

0comments
*1644 แท๊กซี่อุ่นใจ.. บริการแจ่ม มาช่วยกันใช้ เพื่อความปลอดภัยของทุกท่าน

เมื่อ วันศุกร์เย็น รถติดถล่มทะลาย ผมกลับจากต่างจังหวัด มาลงรถทัวร์หมอชิต ต่อแท๊กซี่กลับบ้าน พอดีในรถเปิดวิทยุ สวพ. กำลังโปรโมทบริการ *1644 จากค่าย AIS เค้าโฆษณาว่า "แท๊กซี่อุ่นใจ ของหายได้คืน" ฟังดู เอ๊ะ มันอะไร มันทำงานอย่างไร

เค้าบอกว่า เพียงคุณโทร *1644 แล้ว บันทึก เลขทะเบียนและสีรถแท๊กซี่ ทุกครั้งเมื่อขึ้นรถแท๊กซี่ เหมือนกับการฝากข้อความเสียงไว้นั่นแหละ เมื่อเวลาคุณลงรถแล้วเกิดลืมของไว้ ก็สามารถโทรกลับไปที่ AIS เพื่อให้เค้าติดตามรถแท๊กซี่คันดังกล่าวเพื่อเอาของมาคืนให้คุณได้

โอ้..พระเจ้าจอร์จ ..มัน..ยอด..มาก มัน..แยบ..ยล..มาก

ผมขอยกนิ้วหัวแม่มือ ขอยกยกย่องคนที่คิดบริการนี้ด้วยความจริงใจ มันได้ใจมากๆ คุณ..สุดยอด..มากครับ

ทำไมผมถึงดีใจจนออกนอกหน้าขนาดนี้.. ไม่ได้ล้อเล่น..มาลองวิเคราะห์กัน

ประการแรก ผมเชื่อว่าคนที่คิดบริการนี้ขึ้นมา ไม่ได้มองถึงปัญหาการลืมของไว้บนแท๊กซี่เพียงอย่างเดียวหรอกครับ

เพราะ ผมเองเคยให้คนที่รักขึ้นรถแท๊กซี่ ทุกครั้งถ้าเป็นไปได้ผมจะแนะนำว่า ให้ใช้บริการโทรไปเรียกรถจากศูนย์วิทยุ เพราะอะไรหรือ เพราะทุกครั้งที่ศูนย์วิทยุจ่ายงานให้รถแท๊กซี่ เค้ามีการบันทึกไว้ ว่ารถคันไหนไปรับผู้โดยสารที่ไหน

เวลาเรา ต้องให้ ลูกสาว ภรรยา หรือคนในบ้านที่หมิ่นเหม่ต่อความเสี่ยง ขึ้นรถแท๊กซี่ เราต้องคิดเสมอว่า คนที่เรารักนั้นจะเดินทางโดยสวัสดิภาพหรือเปล่า จากข่าวภัยอันตรายที่เกิดกับผู้โดยสารที่ปรากฏอยู่เสมอ..คงไม่ต้องสาธยายให้ เห็นภาพมากไปกว่านี้

ดังนั้นการที่มีการบันทึกว่าเราโดยสารแท๊กซี่คันไหน ย่อมเป็นการสร้างความอุ่นใจได้มากมาย คนขับแท๊กซี่จะรู้ทันทีว่าถ้าสร้างปัญหากับผู้โดยสาร ก็ไม่น่าจะหลุดรอดจากการรับโทษไปได้

เวลาที่ใช้บริการ *1644 นี้ ผู้โดยสารจะต้องพูดเลขทะเบียนและสีรถลงไปในโทรศัพท์ คนขับแท๊กซี่จะรู้ทันทีว่าเราใช้บริการนี้ และการเดินทางครั้งนี้ได้ถูกบันทึกไว้แล้ว ถ้าคิดมิดีมิร้ายอย่างใด ขอให้จงลังเลและล้มเลิกความคิดซะ

ประการ ที่สอง ที่ผมยกย่องคนคิดบริการนี้ คือการโฆษณาว่า "แท๊กซี่อุ่นใจ ของหายได้คืน" เป็นสโลแกนที่แยบยลสุดๆ เพราะมันฟังเข้าหู ไม่แสลงใจคนขับแท๊กซี่ มันฟังดูดีกับคนโดยสาร

ทั้งๆที่นัยสำคัญของบริการนี้ อาจตีความทำนองว่า "ลูกเมียปลอดภัย ไม่ต้องโดน...." หรือ "ถ้าคิดชั่วกับผู้โดยสาร เอ็งเข้าตารางแน่" ฯลฯ

การ โฆษณาเพียงว่า "แท๊กซี่อุ่นใจ ของหายได้คืน" นั้น ผู้โดยสารที่ใช้บริการ ไม่ต้องตะขิดตะขวงใจที่จะใช้บริการ ไม่ต้องเกรงใจคนขับแท๊กซี่

เพราะเหมือนการเผื่อไว้ ผมใช้บริการเพราะเผื่อลืมของไว้ คนขับก็จะรู้ว่าจะหาผมเจอ เพราะเค้าสามารถโทรไปที่ AIS ได้เหมือนกัน

ว่าแล้วจึงขอเชิญชวนให้ใช้บริการนี้กันอย่างแพร่หลาย เอาให้เป็นนิสัย ให้เป็นประเพณีในการโดยสารรถแท๊กซี่กันเถอะครับ

ท่าน ที่ใช้โทรศัพท์ค่ายอื่นก็ฉวยโอกาสได้ครับ เพราะคนขับแท๊กซี่ไม่รู้หรอกว่าเราโทรไปไหน โทรไปหาแฟนก็ได้ โทรไปเข้าเมล์บ๊อกส์ของเพื่อนก็ได้ หรือไม่ต้องโทรไปไหน แต่แกล้งพูดเลขทะเบียนและสีรถลงไปในโทรศัพท์ ก็เป็นอันใช้ได้ ได้ผลทางจิตวิทยาต่อคนขับรถแท๊กซี่เหมือนกัน

แต่ทางที่ดี กทช.น่าจะบังคับให้โทรศัพท์ทุกค่ายมีบริการนี้เสียเลย เป็นประโยชน์แน่ๆ ครับ

ทดสอบสมอง

0comments
มาทดสอบสมองของคุณกันหน่อยแล้วคุณจะรู้ว่า มันไม่หมูอย่างที่คิด

ลองนับข้อความด้านล่างต่อไปนี้ว่ามีอักษร F อยู่กี่ตัว
นับหนเดียวนะครับ ตั้งใจให้ดี...

FINISHED  FILES ARE THE RESULT OF YEARS OF SCIENTIFIC STUDY  COMBINED WITH THE EXPERIENCE OF YEARS...


คุณนับได้เท่าไหร่ครับ ?










ถ้าคุณนับแล้วไม่ได้ 6 ตัว คุณผิดครับ ฮ่า ฮ่า ฮ่า

ผมให้โอกาสคุณกลับไปนับใหม่นะครับ เอ้าลองดู...



เหตุผลที่คุณนับไม่ได้ 6 เพราะ สมองของคุณไม่สามารถรับคำว่า OF หลาย ๆ ตัวในเวลาเดียวกันได้

แต่หากคุณนับได้ 6 ตัว ตั้งแต่ครั้งแรก คุณค่อนข้างมีสมองที่ดีเลิศดั่งอัจฉริยะเลยทีเดียว
หากคุณนับได้ 5 ตัว ถือว่าสมองของคุณปราดเปรื่อง
หากคุณนับได้ 4 ตัว ถือว่าค่อนข้างดีครับ
แต่หากนับได้ 3 ตัว อย่าเสียใจ เพราะถือว่าสมองอยู่ในขั้นธรรมดา
แต่หากนับได้ 1 หรือ 2 ตัว ผมว่านอกจากต้องเช็คสมองแล้ว ยังต้องเช็คสายตาด้วยนะครับ

บันทึกช่วยจำของ"เหลียงจี้จาง"

0comments
"เหลียงจี้จาง"เป็นพิธีกรดังของ TVB ในฮ่องกงและเป็นนักเขียนด้วย บันทึกช่วยจำที่เขาเขียนให้ลูกได้รับการเผยแพร่เป็นวงกว้างเมื่อไม่นานมานี้ นอกจากแสดงถึงความห่วงหาอาทรที่พ่อมีต่อลูกเฉกเช่นคุณพ่อทั่วๆไป มุมมองของเขาบางเรื่อง(แบบสังคมฮ่องกง)แม้บางคนจะเคยประสบมาบ้างเหมือนกัน อ่านแล้วก็ยังอดอึ้งไม่ได้เลยถ่ายทอดสู่กันฟัง...

ลูกรัก..
ที่พ่อเขียนบันทึกช่วยจำฉบับนี้ให้ลูก มีเหตุผลอยู่ 3 ประการ คือ

1. สรรพสิ่งล้วนอนิจจัง จะมีชิวิตอยู่ได้อีกนานเท่าใดไม่มีใครบอกได้ พ่อจึงคิดว่าบางเรื่องพ่อน่าจะสั่งเสียไว้แต่เนิ่นๆ ย่อมจะดีกว่า

2. เพราะพ่อเป็นพ่อของลูก ถ้าพ่อไม่บอกลูก ไม่มีใครหรอกที่เขาจะบอกลูกแบบที่พ่อบอก

3. สิ่งที่พ่อบันทึกไว้นี้ ล้วนเป็นประสบการณ์อันแสนเจ็บปวดที่พ่อได้เรียนรู้มามันจะทำให้ลูกไม่ต้องเสียเวลาไปเรียนรู้มันอีก

ในชีวิตของลูก ขอให้จำสิ่งต่างๆเหล่านี้ไว้ให้ดี

1. คนที่ไม่ดีต่อเรา ไม่ต้องไปใส่ใจนัก ในชีวิตคนเรา ไม่มีใครมีหน้าที่ที่จะต้องมาดีต่อเรา ยกเว้นพ่อกับแม่ของลูก สำหรับคนที่ดีกับลูก นอกจากลูกต้องหวงแหนและขอบคุณเขาแล้ว ยังต้องคอยระวังตัวไว้ด้วย เพราะคนเราทุกคน ทำอะไรย่อมมีจุดประสงค์เขาทำดีกับลูก ใช่ว่าเขาจะทำเพราะชอบลูกเสมอไป ลูกต้องตระหนักจุดนี้ให้ดีอย่าเพิ่งรับเขาเป็นเพื่อนเร็วเกินไป (น่ากลัวไหม)

2.ไม่มีคนที่ทดแทนกันไม่ได้ และไม่มีสิ่งใดที่ต้องมีให้ได้ถ้าเข้าใจจุดนี้ หากวันใดคนข้างกายของลูกไม่ต้องการลูกอีกต่อไปหรือวันใดที่ลูกต้องเสียสิ่งที่รักที่สุดไป ลูกจะได้เข้าใจว่านี่ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไรเลย

3. ชีวิตนี้แสนสั้น หากลูกยังใช้ชีวิตอย่างไม่เห็นคุณค่าพรุ่งนี้ลูกจะพบว่าชีวิตจะหลุดลอยไปไกลยิ่งขึ้น ดังนั้นยิ่งรู้จักถนอมชีวิตเร็วเท่าใดเวลาที่ลูกจะได้รับความสุขจากชีวิตก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้นหาความสุขเสียแต่วันนี้ ดีกว่านั่งหวังให้มีอายุยืนนาน

4. ในโลกนี้ไม่มีเรื่องรักนิรันด์กาล ความรักเป็นเพียงความรู้สึกชั่ววูบโดยความรู้สึกนี้ย่อมเปลี่ยนไปตามกาลเวลาและอารมณ์ หากสิ่งที่ลูกรักมากที่สุดจากลูกไป ขอให้รอคอยอย่างอดทนให้เวลาช่วยชะล้าง ให้จิตใจค่อยๆตกตะกอนแล้วความทุกข์ของลูกจะค่อยๆจางหายไป..อย่าวาดหวังความรักให้สวยเกินไป และอย่าซ้ำเติมการอกหักให้ทุกข์เกินเหตุ

5. แม้ว่าคนหลายคนที่ประสบความสำเร็จในโลกนี้ไม่ได้เรียนมาสูง แต่ไม่ได้หมายความว่า หากไม่ขยันเรียน แล้วจะได้ดี ความรู้คืออาวุธ คนเราอาจสู้แล้วรวย แต่ไม่มีทางรวยได้ หากปราศจากอาวุธสู้.. จำไว้

6. พ่อจะไม่ขอให้ลูกเลี้ยงดูครึ่งชีวิตหลังของพ่อ เพราะพ่อก็จะไม่เลี้ยงดูครึ่งชีวิตหลังของลูกเช่นกัน เมื่อลูกโตพอจนเป็นอิสระได้แล้ว พ่อก็หมดหน้าที่แล้วเช่นกัน หลังจากนั้นไป ลูกจะนั่งรถเมล์หรือจะนั่งรถเบ๊นซ์จะกินหูฉลามหรือจะกินบะหมี่ยำๆ ลูกต้องเลือกเอง

7. ต้องทำดีต่อผู้อื่น แต่อย่าหวังว่าผู้อื่นต้องทำดีต่อเรา เราปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไร มิได้หมายความว่าผู้อื่นก็จะปฏิบัติตอบต่อเราในแบบเดียวกัน..ลูกต้องเข้าใจในข้อนี้ จะได้ไม่หาทุกข์ใส่ตัวโดยไม่จำเป็น

8. พ่อซื้อล๊อตเตอรี่มาตลอดชีวิต ยังยากจนเหมือนเดิม แม้แต่รางวัลเลขท้ายยังไม่เคยถูกเลย นี่เป็นบทพิสูจน์ว่า คนเราจะเจริญก้าวหน้าได้ ต้องขยันขันแข็งอย่างเดียวเท่านั้น ในโลกนี้ไม่มีมื้อเที่ยงที่ไม่ต้องเสียตังค์ (No free lunch)

9. ญาติ มิตร หรือสหาย ล้วนเป็นกันชาตินี้ชาติเดียว ฉะนั้นจงหวงแหนโอกาสที่ได้อยู่ด้วยกันและแสนมีค่านี้ เพราะในชาติหน้าไม่ว่าท่านจะรักใครหรือชังใคร ท่านก็จะไม่มีโอกาสได้พบกันอีก (หมายเหตุ ถึงพบกันก็ไม่รู้ )

เรื่องของคนขี้แพ้

0comments
รายงานโดย :หนูดี-วนิษา เรซ: วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เมื่อประมาณสองสัปดาห์ที่ผ่านมา หนูดีเพิ่งรู้ตัวค่ะว่าเป็นคนขี้แพ้อย่างหนัก เพราะที่ผ่านมามีคุณหมอหลายรายพยายามบอกหนูดีแล้วว่าหนูดีเป็น "ภูมิแพ้" แต่หนูดีก็ไม่เคยตั้งใจฟัง ให้ยาอะไรมาหนูดีก็ไม่เคยยอมกิน แค่รับยามาพอให้คุณหมอสบายใจ พอถึงบ้านก็วางไว้อย่างนั้นจนอาการหายไปเอง เรียกว่าอยู่ในภาวะ "ปฏิเสธความจริง" และดื้อเงียบแบบสุดขีด เพราะใครเลยจะนึกว่า คนที่ใช้ชีวิตปกติได้ เดินทางไปไหนมาไหนได้ ป่วยก็ไม่ค่อยบ่อย เกสรดอกไม้ก็ไม่เคยแพ้ จะเป็น "คนขี้แพ้" กับเขาได้ด้วย
แต่ก็เป็นไปแล้วค่ะและแพ้ในสิ่งที่ไม่น่าแพ้ได้ คือ อาหารโปรดที่ชอบกินรวมถึงโทรศัพท์มือถือ และคอมพิวเตอร์ของตัวเองด้วย

เมื่อต้องมาศึกษาข้อมูลเพื่อดูแลตัวเอง ก็เลยตกใจว่า หนูดีใช้ชีวิตมาได้ตั้ง 30 ปีเข้านี่แล้ว โดยกินอาหารที่ตัวเองแพ้มาเป็นส่วนใหญ่    ทั้ง ๆ ที่สิ่งนั้น คือ "อาหารสุขภาพ" ที่ใคร ๆ ก็ยอมรับกันทั่วโลก แต่หนูดีก็เพิ่งทราบว่า อาหารก็เหมือนแฟชั่นนะคะ คือ อะไรที่ซูเปอร์โมเดลใส่แล้วสวย ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะใส่สวยเหมือนเขาเสมอไป อาหารสุขภาพก็เช่นเดียวกันค่ะ อาหารที่ดีโดยสากลไม่ได้หมายความว่าจะดีกับร่างกายทุกคน บางทีอาหารที่เราคิดว่าดี กินเข้าไปแล้วกลับเป็นโทษกับร่างกายของเราเต็ม ๆ เลยไม่รู้ว่าเป็นอาหารหรือว่ายาพิษกันแน่

ต้องเท้าความก่อนว่า เมื่อหนึ่งเดือนที่ผ่านมา หนูดีโชคดีที่ได้ไปพบกับแพทย์ทางเลือกท่านหนึ่ง ที่ไม่สั่งยาแต่สั่งเป็นวิตามินแทนและมีวิธีตรวจร่างกายแบบใหม่ต่างจากการตรวจร่างกายประจำปีในโรงพยาบาลซึ่งหนูดีตรวจทุกปีอย่างละเอียดเทียบเท่ากับคนอายุ 60 เสมอและไม่เคยพบอะไรผิดปกติเลย แต่สิ่งหนึ่งที่งงก็คือ ทั้ง ๆ ที่ร่างกายดี แต่ทำไมบางครั้งกินอาหารเสร็จแล้วง่วง รู้สึกไม่มีแรง อยากกินของหวานช่วงบ่าย ๆ และเป็นไมเกรนเป็นระยะ ๆ ด้วย ทั้งที่ผลเลือดก็แสนปกติ

หนนี้หนูดีเลยลองตรวจเซลล์เลือดสดที่เจาะและเอาขึ้นจอดูสภาพเม็ดเลือดกันเดี๋ยวนั้นในเวลาไม่เกิน 2 นาทีก่อนที่เลือดจะแปรสภาพ ตอนแรกหมอเอาภาพเม็ดเลือดที่สุขภาพดีให้ดูจะเห็นเม็ดเลือดแดงกระจายตัวและเห็นเม็ดเลือดขาวเกาะกันอยู่อย่างแข็งแรง ส่วนเลือดที่ไม่ค่อยดีจะเห็นเม็ดเลือดแดงเกาะกันเป็นกระจุก แสดงว่าเลือดข้นไป ก่อนตรวจหนูดีก็มั่นใจว่าเลือดเราดีแน่เพราะเราก็เลือกวิธีดูแลสุขภาพแม้จะชอบกินขนมก็ไม่น่าจะส่งผลเสียกับภาพรวมได้มากมาย ที่ไหนได้ เจาะออกมาแล้ว พอเอาสไลด์เลือดขึ้นหน้าจอ เห็นสภาพเลือดตัวเองแล้วแทบเป็นลม ไม่นึกไม่ฝัน เพราะเม็ดเลือดแดงหนูดีเกาะตัวกันเป็นพวงเม็ดเลือดขาวแตกกระจายเป็นหย่อม ๆ แถมเห็นโลหะหนักต่าง ๆ ลอยตัวปะปนในเลือดอีกเต็ม คนอ่านค่าบอกว่าเลือดหนูดีมีสารปนเปื้อนเยอะ ดื่มน้ำน้อยไป (โอ้โห ขนาดนี้ยังว่าน้อย ปกติหนูดีดื่มจนโดนเรียกว่าอูฐอยู่แล้ว) นอนดึกไป (หนูดีนอนก่อนเที่ยงคืนยังเรียกว่าดึกหรือคะ) และอีกสารพัด ต่อจากนั้นยังต้องเจาะเลือดเพื่อไปตรวจดูว่า หนูดีอาจแพ้อาหารอะไรได้บ้างอีก 170 ชนิด ผลออกมาอีกสัปดาห์หนึ่ง เชื่อหรือไม่ว่าในอาหารท็อปเทนของโปรดตัวเองนั้น หนูดีแพ้เกือบครบทุกตัว แต่หมายเลขหนึ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงเลยคือ บลูเบอร์รี โดยคุณหมอแจ้งว่าหมอเสียใจด้วยนะครับ แต่ว่าคุณหนูดีคงต้องเปลี่ยนวิตามินตัวที่กินอยู่แล้วล่ะ เพราะว่าหนูดีกินวิตามินต้านอนุมูลอิสระที่ทำจากผลบลูเบอร์รี (อ้าว ก็ตำราทางสมองของหนูดีเขาบอกว่ามันเป็น "เบรนเบอร์รี" นี่นา) แถมวิตามินตัวที่สองที่กินทุกวันก็คือ น้ำมันปลา ผลออกมาว่า หนูดีแพ้ปลาทูน่าค่ะ ฉะนั้นน้ำมันปลาที่กินบำรุงสมองมาเป็นปี ๆ ก็เท่ากับกำลังหยอดยาพิษให้ตัวเองทุกวัน ต้องเปลี่ยนแบบฉับพลันเป็นน้ำมันจากปลาแซลมอน หรือน้ำมันเมล็ดแฟล็กซ์ที่มีโอเมก้า 3 เหมือนกัน ส่วนคุณแม่ของหนูดีแพ้ปลาแซลมอนค่ะเลยได้มรดกน้ำมันปลาขวดที่เหลือของหนูดีไปกิน และคุณหมอสั่งวิตามินสำหรับลำไส้และข้อต่อ ชื่อแปลกๆ ที่หนูดีไม่มีวันซื้อมากินเองเป็นแน่แต่เหมาะกับการฟื้นฟูสภาพร่างกายหนูดีมากให้แทน ส่วนอาหารประจำวันก็ปรากฏว่าหนูดีไม่ควรกินคาร์โบไฮเดรตเยอะไปเพราะลักษณะร่างกายย่อยแป้งได้ไม่เก่ง ควรเน้นกินผักต้มมากกว่าผักสด เน้นอาหารทะเล วุ้นเส้นโดยงดพวกเบเกอรี เพิ่งตาสว่างเลยว่า ทำไมหนูดีกิน "อาหารสุขภาพ" ก็แล้ว แต่ยังรู้สึกไม่ค่อยดี เพราะไป "เติมน้ำมันผิดประเภท" ให้ร่างกายตัวเองนั่นเอง พอกระบวนการย่อยทำงานได้ไม่ดี เครื่องยนต์ก็รวนแถมเหลือสารตกค้างเยอะ ให้เป็นสารปนเปื้อนในเลือดแบบที่เห็นนั่นเอง ตามมาด้วยอาการเพลียไม่มีแรงโดยไม่มีเหตุผลทั้ง ๆ ที่เป็นคนไฮเปอร์ขนาดนี้

เรื่องการแพ้ของหนูดียังลามปามไปถึงแพ้โทรศัพท์มือถือและที่หนักกว่านั้นคือแพ้แล็ปท็อปอีกด้วย ตอนแรกหนูดีก็ยังไม่เชื่อคุณหมอ เพราะเกิดมาไม่เคยได้ยินคนแพ้มือถือแต่คุณหมออธิบายให้ฟังว่า ร่างกายหนูดีดูอ่อนแอกว่าที่ควรเพราะสนามแม่เหล็กธรรมชาติของร่างกายโดนรบกวนด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้ารอบตัวว่าแล้วคุณหมอก็หยิบเครื่องมือเล็ก ๆ ที่ใช้วัดพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าออกมาซึ่งตอนถือก็ดูปกติดี แต่พอเอามาจี้กับเครื่องแบล็คเบอร์รี่ของหนูดีเข้าก็ส่งแสงสีแดงแวบ ๆ ไม่หยุดและแสงนี้ยิ่งแรงเมื่อไปจี้ที่เครื่องส่งสัญญาณตรงด้านหลัง พ้นไปจากบีบีไม่พอหนูดีหยิบเครื่องโนเกียรุ่นใหม่สีเงินส่งให้ ปรากฏว่าแรงไม่แพ้กัน เห็นแล้วสยอง อันที่ค่อยยังชั่วหน่อยคือโทรศัพท์เครื่องละพันห้า ที่สัญญาณรบกวนร่างกายต่ำจนตอนนี้หนูดีกับบีบีต้องวางไว้ไกล ๆ กันเลยค่ะ หนูดีกลัว ใครใช้ก็ระวังกันด้วยนะคะ โชคดีที่ไม่ติดมาตั้งแต่ซื้อแล้ว แต่ที่น่าตกใจกว่าคือ แป้นพิมพ์ตรงหน้าจอแล็ปท็อปซึ่งต้องบอกว่าเครื่องวัดสัญญาณ "เสียสติไปเลย" เพราะส่งแสงแดง ๆ ไม่หยุด เหมือนสัญญาณเตือนภัยทีเดียว คุณหมอบอกว่า นี่ล่ะอันตรายมาก และหนูดีก็เลยหายสงสัยว่าทำไมเวลาหนูดีพิมพ์ต้นฉบับนาน ๆ ตอนกลางคืน พอพิมพ์เสร็จจะล้าไปหมด ปวดหัว และนอนไม่ค่อยหลับจนต้องเลิกทำงานหน้าจอตอนกลางคืนไป ทั้ง ๆ ที่ท่านั่งพิมพ์ก็จัดให้ถูกสุขลักษณะแล้วนะนี่ แต่พอมาเห็นแบบนี้เลยเข้าใจว่า อ๋อ ก็มือเราวางอยู่ตรงจุดอันตรายที่สุดเป็นชั่วโมง ๆแล้วจะให้ร่างกายทนทานไหวได้อย่างไร พอรู้อย่างนี้เลยเปลี่ยนมาใช้แป้นพิมพ์แบบเสียบสายแล้วลากมาเสียห่างหน้าจอ แถมไปถามเพื่อนฝรั่งเขาเลยแนะนำว่าเพื่อนอีกคนมีสายเสียบคอมพิวเตอร์เข้ากับโทรทัศน์จอแบนขนาดใหญ่ที่บ้าน แล้วลากเอาแป้นมานั่งทำงานที่โซฟา เรียกว่าไกลกันที่สุดเท่าที่ทำได้ ฟังแล้วชักอยากทำตามบ้าง ตั้งแต่ยอมรับได้ว่า ตัวเองเป็น "คนขี้แพ้" และเริ่มปรับชีวิตแบบผู้แพ้ได้ หนูดีก็พบว่า เพียงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ระดับพลังงานของหนูดีเพิ่มขึ้นมากมาย เริ่มกินอาหารเสร็จแล้วสบายท้อง ไม่อึดอัด ไม่ปวดหัวไม่อยากของหวานตอนบ่ายเหมือนที่เคย รวมถึงพอเปลี่ยนลักษณะการใช้งานโทรศัพท์มือถือ และแล็ปท็อปให้เป็นของไกลตัวขึ้น ก็พบว่าอาการปวดมึนหัวรวมทั้งปวดไหล่แบบแปลก ๆ หายไปด้วย วันนี้ใครยังกินอาหารสุขภาพอยู่ด้วยความภาคภูมิใจ ลองเช็กสักนิดไหมคะว่าเราแพ้อาหารนั้นหรือเปล่าเพราะของดีสากล อาจไม่เหมาะกับเราก็เป็นได้ จะได้ไม่ต้องติดกับดักของ"คนขี้แพ้" แบบที่หนูดีติดมาเป็นปีโดยไม่รู้ตัว

โชคดีนะคะ

Thursday, July 9, 2009

Free Directory List Page Rank 7

Thursday, July 9, 2009

0comments
I've got this list from DP forums.
น่าสนใจดี ต้องลอง submit ดูมั่ง

http://search.freefind.com
http://www.boingboing.net
http://www.dmoz.org
http://directory.google.com
http://search.com
http://search.epnet.com
http://search.internet.com
http://www.globaleyeglasses.com
http://www.big-boards.com
http://www.bloglines.com
http://www.bubl.ac.uk
http://www.fastsearch.com
http://www.foxsearchlight.com
http://www.lii.org
http://www.lii.org/pub/htdocs/home.htm
http://www.mriresearch.org
http://www.musicmoz.org
http://www.nlsearch.com
http://www.picosearch.com
http://www.researchbuzz.com
http://www.rssreader.nl
http://www.scirus.com
http://www.scriptsearch.com
http://www.searchinsider.com
http://www.topix.net
http://www.asplay.com
http://www.uncoverthenet.com
http://www.yahooligans.yahoo.com
http://dir.search.ch
http://search.earthcam.com
http://search.mnogo.ru
http://search.namazu.org
http://uk.mobile.yahoo.com
http://www.1234-find-web-designers.org
http://www.1stindustrialdirectory.com
http://www.2rss.com
http://www.agingresearch.org
http://www.allheadlinenews.com
http://www.amrresearch.com
http://www.ananzi.co.za
http://www.art.net
http://www.arthritis-research.com
http://www.astronomylinks.com
http://www.asylumresearch.com
http://www.aussie.com.au
http://www.awesomelibrary.org
http://www.bioresearch.ac.uk
http://www.blogcatalog.com
http://www.blogcritics.org
http://www.blogpulse.com
http://www.bloguniverse.com
http://www.botw.org
http://www.cancerresearch.org
http://www.cancerresearchuk.org
http://www.cansearch.org
http://www.capsresearch.org
http://www.chemdex.org
http://www.consumersearch.com
http://www.crosssearch.com
http://www.dmoz.com
http://www.downes.ca
http://www.dtsearch2.com
http://www.educationindex.com
http://www.elib.org
http://www.emteachline.com/links
http://www.envirolink.org
http://www.exactseek.com
http://www.familysearch.org
http://www.fbresearch.org
http://www.femina.com
http://www.firstsearch.oclc.org
http://www.fotosearch.com
http://www.freehotelsearch.com
http://www.freepatentsonline.com
http://www.globalresearch.ca
http://www.guardian.co.uk/weblog
http://www.headlinespot.com
http://www.hostsearch.com
http://www.hsrd.research.va.gov
http://www.info.gov/phone.htm
http://www.jobsearch.gov.au
http://www.joslinresearch.org
http://www.kids4research.org
http://www.libdex.com/weblogs.html
http://www.lsblogs.com
http://www.marketingtool.com
http://www.mnogosearch.org
http://www.msdssearch.com
http://www.music-research.org
http://www.mwsearch.com
http://www.newsmob.com
http://www.panopticsearch.com
http://www.picsearch.com
http://www.pingomatic.com
http://www.pubsub.com
http://www.researchamerica.org
http://www.science.cancerresearchuk.org
http://www.searchbiblio.com
http://www.searchedu.com
http://www.searchengines.com
http://www.searchgov.com
http://www.searchmil.com
http://www.searchopolis.com
http://www.searchsystems.net
http://www.searchtools.com
http://www.securitysearch.net
http://www.sldirectory.com
http://www.sportsvl.com
http://www.theweblogreview.com
http://www.umresearch.umd.edu
http://www.weblogalot.com
http://www.wine-searcher.com
http://www.worksearch.gc.ca
http://www.worldhot.com
http://www.worldweb.com
http://www1.lanic.utexas.edu
http://www.indexudirectory.com
http://www.elib.org
http://www.valuedirectories.info

Monday, July 6, 2009

แนะนำ Google Adsense ภาษาไทย

Monday, July 6, 2009

0comments
สำหรับผู้ที่สนใจทำ Google Adsense ครับ

How to Make Money With ClickBank Affiliate Programs

0comments
Very interesting video about ClickBank

เกิดอะไรขึ้นกับ ClickBank ?!!

0comments
เกิดอะไรขึ้นกับคอมผม? ทำไมเข้าหน้า clickbank ไม่ได้เลย
เป็นมาประมาณอาทิตย์กว่าๆแล้ว ตอนแรกนึกว่า web มีปัญหา ปรากฏว่าคนอื่นเข้าได้ปกติ แต่ผมเข้าไม่ได้่ มันขึ้นข้อความว่า

Address Not Found

Firefox can't find the server at www.clickbank.com.
The browser could not find the host server for the provided address.

* Did you make a mistake when typing the domain? (e.g. "ww.mozilla.org" instead of "www.mozilla.org")
* Are you certain this domain address exists? Its registration may have expired.
* Are you unable to browse other sites? Check your network connection and DNS server settings.
* Is your computer or network protected by a firewall or proxy? Incorrect settings can interfere with Web browsing.

ลองเปิดกับ IE ก็ปรากฏว่าเข้าไม่ได้เหมือนกัน ตกลงใครรู้วิธีแก้บ้างครับ ช่วยบอกหน่อย

ผมใช้ Windows Vista Home Premium กับ Bit Defender แนะนำทีครับ

วันที่ post: จันทร์ 6 กรกฎาคม 2552

Blog Archive

 

Ake Dynamic - Dynamic in my life Blak Magik is Designed by productive dreams for smashing magazine Bloggerized by Ipiet Blogger Templates © 2008